การปลูกต้นไม้เพื่อส่วนรวม” เป็นการสร้าง “บุญใหญ่” จะได้รับอานิสงส์ส่งผลให้บุญเจริญงอกงามทั้งกลางวันและกลางคืน บุญนี้จัดเป็นไวยาวัจมัย คือการช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นบุญที่เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์ ให้ร่มเงา ให้ที่พักพิง และเป็นแหล่งอาหาร แม้จะทำบุญเพียงครั้งเดียว แต่ผลบุญจะส่งผลต่อเราอย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่ต้นไม้ยังเติบโตและให้ประโยชน์ อีกทั้ง เป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อโลกใบนี้
หรีดต้นไม้ “หยั่งราก ฝากบุญ” ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นตัวแทนความระลึกถึงอย่างงดงาม เปี่ยมด้วยความหมายดี สามารถนำไปปลูกต่อได้จริง ช่วยให้ต้นไม้ยังคงเติบโต เป็นการฝากบุญให้แก่ผู้ล่วงลับอย่างยั่งยืน
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการใช้พวงหรีดดอกไม้ที่ถูกทิ้งในเวลาไม่นาน เปลี่ยนเป็นการมอบต้นไม้ที่ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว คืนประโยชน์ให้กับธรรมชาติและชุมชน
ในพระไตรปิฎก (วนโรปสูตร) พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญการปลูกต้นไม้ไว้ชัดเจนมากครับ ทรงตรัสว่า: “บุญย่อมเจริญทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดกาลทุกเมื่อ แก่ชนที่ปลูกสวนไม้ดอกไม้ผล ปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา…”
ความหมายคือ ตราบใดที่ต้นไม้ต้นนั้นยังเติบโต ให้ร่มเงา ให้ดอกผล หรือให้ออกซิเจนแก่โลก กระแสบุญของผู้ปลูกจะไหลต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา แม้ในขณะที่คุณหลับ หรือแม้กระทั่งหลังจากที่คุณล่วงลับไปแล้ว ตราบที่ต้นไม้ยังอยู่ บุญนั้นก็ยังทำหน้าที่ต่อไปตราบเท่านาน
หากนำต้นไม้นี้ไปปลูกในเขตวัด จะถือเป็น “วิหารทาน” วิหารทาน คือการถวายเสนาสนะหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของสงฆ์
ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาเพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้พักผ่อน บำเพ็ญภาวนา หรือช่วยให้วัดร่มรื่น ถือเป็นการ “บำรุงเสนาสนะ” รูปแบบหนึ่ง หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยกล่าวไว้ว่า การปลูกต้นไม้ในวัดมีอานิสงส์สูงมาก เพราะเป็นการสร้างประโยชน์ส่วนรวมให้แก่พระศาสนาอย่างยั่งยืน
การที่ต้นไม้ช่วยให้วัดร่มเย็น ทำให้ผู้มาปฏิบัติธรรมมีจิตใจสงบ (จิตเป็นสมาธิได้ง่ายขึ้นจากธรรมชาติ) ผู้ปลูกย่อมได้รับอานิสงส์แห่ง “ความร่มเย็นเป็นสุข” ในชีวิต ไม่ค่อยมีเรื่องร้อนเนื้อร้อนใจ
“ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการถวายต้นไม้อันเป็นมงคลนี้ เพื่อเป็นร่มเงาและประโยชน์สุขในเขตพระศาสนา
ให้แก่ (ชื่อผู้วายชนม์)
ขออานิสงส์แห่งบุญที่เปรียบดังต้นไม้ซึ่งมีชีวิตและเติบโตอย่างไม่สิ้นสุดนี้
จงช่วยหนุนนำดวงวิญญาณของท่านให้ประสบแต่ความสงบร่มเย็น มีความสุขในสัมปรายภพ
และขอให้บุญนี้เบ่งบานในใจของท่านตลอดกาลนานเทอญ”